การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดสักหลังไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ที่ต้องผูกพันกันไปอีกหลายสิบปี หลายคนพอเจอโครงการที่ถูกใจ เห็นห้องตัวอย่างสวยงาม ฟังพนักงานขายพูดโปรโมชันดี ๆ ก็รีบตัดสินใจวางเงินจองทันที โดยลืมไปว่ายังมีอีกหลายจุดที่ควรเช็กให้ละเอียดก่อน เพราะเงินจองแม้จะเป็นจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับราคาบ้านทั้งหลัง แต่ในหลายกรณีก็ไม่สามารถขอคืนได้ หากภายหลังพบว่าโครงการไม่ตรงกับที่คาดหวัง หรือมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะกับตัวเอง บทความนี้ Propertyhub จึงอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด ที่ควรตรวจสอบให้ครบถ้วน เพื่อให้การวางเงินจองในแต่ละครั้งเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ และลดความเสี่ยงที่จะต้องมาเสียใจภายหลัง
ทำไมต้องมี Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด
หลายคนอาจมองว่าการจองบ้านหรือคอนโดเป็นเรื่องง่าย แค่ชอบก็จองได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจองคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่จะตามมาอีกยาว ทั้งการทำสัญญาจะซื้อจะขาย การขอสินเชื่อ ไปจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ หากขั้นตอนแรกอย่างการจองไม่รอบคอบ ปัญหาที่ตามมาอาจใหญ่กว่าที่คิด ซึ่งการ Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด จึงช่วยให้เราไม่หลงลืมประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ทำเล เอกสารสิทธิ์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญา ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจทั้งสิ้นและยังช่วยให้เราสามารถเจรจาต่อรองกับผู้ขายได้อย่างมีข้อมูลในมือ ไม่ใช่แค่ตัดสินใจตามความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโด มีอะไรบ้าง ?
1. เช็กงบประมาณและความสามารถในการผ่อนชำระ
ก่อนที่จะเดินเข้าไปดูโครงการไหน สิ่งแรกที่ควรทำคือการประเมินงบประมาณของตัวเองให้ชัดเจน โดยดูจากรายได้ต่อเดือน ภาระหนี้สินที่มีอยู่และเงินเก็บที่พร้อมใช้เป็นเงินดาวน์ ซึ่งทั่วไปแล้วธนาคารจะพิจารณาให้ผ่อนชำระต่อเดือนไม่เกินประมาณ 30-40% ของรายได้ ดังนั้นการคำนวณคร่าว ๆ ก่อนไปดูโครงการ จะช่วยให้เรารู้ว่าควรมองหาบ้านหรือคอนโดในช่วงราคาเท่าไหร่ และไม่เสียเวลาไปดูโครงการที่เกินกำลังตัวเอง นอกจากนี้อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะตามมาหลังโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง ค่าตกแต่งบ้านและค่าส่วนกลาง เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่หลายคนมักลืมนึกถึงตอนวางแผนงบประมาณ
2. เช็กทำเลและสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ทำเลเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตและมูลค่าของทรัพย์ในอนาคต ดังนั้นก่อนจองบ้านหรือคอนโดควรลองไปสำรวจพื้นที่จริงในหลายช่วงเวลา ทั้งวันธรรมดาและวันหยุด ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อดูสภาพการจราจร ความปลอดภัย และบรรยากาศโดยรวมของย่านนั้น และสิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ ระยะห่างจากที่ทำงานหรือสถานศึกษา การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ความใกล้ไกลจากห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ หรือถนนตัดใหม่ ที่อาจส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว
3. เช็กเอกสารสิทธิ์และใบอนุญาตของโครงการ
จุดนี้คือสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วสำคัญมาก ก่อนจองบ้านหรือคอนโดควรขอตรวจสอบเอกสารสำคัญของโครงการ เช่น โฉนดที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1 หรือ อ.6) และในกรณีของคอนโดมิเนียม ควรตรวจสอบใบอนุญาตจัดสรรและการจดทะเบียนอาคารชุดด้วย และถ้าหากเป็นโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ ควรสอบถามถึงสถานะใบอนุญาตอย่างละเอียด เพราะมีหลายกรณีที่โครงการเปิดขายไปแล้วแต่ใบอนุญาตยังไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้การก่อสร้างล่าช้าหรือไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามกำหนด
4. เช็กชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาโครงการ
ผู้พัฒนาโครงการหรือดีเวลลอปเปอร์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรเช็กให้ดีก่อนตัดสินใจจอง เพราะบริษัทที่มีประสบการณ์และมีผลงานที่ผ่านมาชัดเจน มักจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในแง่ของคุณภาพงานก่อสร้างและการส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา ซึ่งวิธีตรวจสอบทำได้ไม่ยาก เพียงลองค้นหาข้อมูลโครงการเก่า ๆ ของบริษัทนั้น อ่านรีวิวจากผู้ที่เคยซื้อจริง หรือลองไปเยี่ยมชมโครงการที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อดูคุณภาพงานก่อสร้างด้วยตาตัวเอง จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น
5. เช็กเงื่อนไขเงินจอง เงินทำสัญญาและเงินดาวน์

ก่อนวางเงินจองบ้านหรือคอนโด ควรสอบถามและอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดว่า...เงินจองคือจำนวนเท่าไหร่ สามารถขอคืนได้หรือไม่ในกรณีที่เปลี่ยนใจหรือกู้ไม่ผ่านและมีระยะเวลากี่วันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายหลังจากวางเงินจอง ? เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...หลาย ๆ โครงการมีเงื่อนไขว่าเงินจองจะไม่สามารถขอคืนได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ดังนั้นก่อนจองบ้านหรือคอนโด ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ให้ชัดเจน และหากเป็นไปได้ควรขอเอกสารเงื่อนไขการจองเป็นลายลักษณ์อักษรกลับมาอ่านที่บ้านอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนตัดสินใจเซ็นชื่อ
6. เช็กแบบสัญญาจะซื้อจะขายอย่างละเอียด
สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จึงควรอ่านทุกข้อความอย่างละเอียด โดยเฉพาะเงื่อนไขเรื่องกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ บทลงโทษหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาและรายละเอียดของห้องหรือบ้านที่ระบุไว้ เช่น พื้นที่ใช้สอย วัสดุที่ใช้และของแถมต่าง ๆ ที่พนักงานขายเคยตกลงไว้ด้วยวาจา ควรให้ระบุลงในสัญญาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง หรือถ้าหากมีข้อสงสัยหรือรู้สึกว่าเงื่อนไขบางข้อไม่เป็นธรรม สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนเซ็นสัญญาได้ เพราะเมื่อเซ็นแล้วจะแก้ไขได้ยากกว่าการตรวจสอบตั้งแต่ต้น
7. เช็กคุณภาพการก่อสร้างและวัสดุที่ใช้
สำหรับโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว ควรลงพื้นที่ไปตรวจดูคุณภาพงานก่อสร้างจริง ทั้งความเรียบร้อยของงานสี งานปูน และระบบไฟฟ้าประปา ส่วนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง อาจขอดูตัวอย่างวัสดุที่จะใช้จริงหรือสอบถามสเปกของบ้านและคอนโดในยูนิตอื่น ๆ ที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อเป็นแนวทางอ้างอิง ซึ่งการเช็กคุณภาพตั้งแต่ก่อนจองจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเจอปัญหาบ้านทรุด รอยร้าวหรือระบบสาธารณูปโภคที่ไม่ได้มาตรฐานในภายหลัง
8. เช็กสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสาธารณะหรือระบบรักษาความปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ดังนั้นก่อนจองบ้านหรือคอนโดควรตรวจสอบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่โฆษณาไว้มีจริงหรือกำลังจะสร้างเมื่อไหร่ และเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มเติมหรือไม่ ? โดยเฉพาะโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ควรสอบถามระยะเวลาที่ชัดเจนของการสร้างส่วนกลางให้แล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้ต้องอยู่อาศัยโดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่คาดหวังไว้
9. เช็กค่าใช้จ่ายแฝงที่อาจตามมา
นอกจากราคาบ้านหรือคอนโดที่เห็นในป้ายโฆษณาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอีกหลายรายการที่ควรเช็กให้ครบ เช่น ค่าส่วนกลางรายเดือนหรือรายปี ค่ากองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนนิติบุคคล ค่าประกันอัคคีภัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือตกแต่งเพิ่มเติมหากจำเป็น ซึ่งการสอบถามค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนวางเงินจอง จะช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้นและไม่ต้องเจอกับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดหลังเข้าอยู่จริง
10. เช็กระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์และแผนการก่อสร้าง
สำหรับโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ ควรสอบถามกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน พร้อมทั้งดูความคืบหน้าของการก่อสร้างเทียบกับแผนงานที่วางไว้ หากพบว่าการก่อสร้างล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นมาก อาจเป็นสัญญาณที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ทั้งนี้ควรตรวจสอบด้วยว่าหากเกิดความล่าช้าในการโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาระบุค่าชดเชยหรือบทลงโทษต่อผู้พัฒนาโครงการไว้อย่างไร เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของตัวเองในฐานะผู้ซื้อ
จะเห็นได้ว่า Checklist ก่อนจองบ้านและคอนโดนั้นมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งเรื่องการเงิน ทำเล ความน่าเชื่อถือของโครงการ ไปจนถึงเอกสารทางกฎหมาย การใช้เวลาศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเงินจองที่วางไปนั้นคุ้มค่า และได้บ้านหรือคอนโดที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างแท้จริง และสำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการบ้านหรือคอนโดทำเลดี ราคาคุ้มค่า ก็สามารถเข้าไปเลือกชมโครงการกว่า 6,000 โครงการทั่วประเทศได้ที่ Propertyhub หรือดาวน์โหลด Propertyhub App เพื่อให้การค้นหาคอนโด เป็นเรื่องง่าย ๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว (รองรับทั้งระบบ IOS และ Android)